top of page

การฝังไมโครชิพในน้องหมาและน้องแมว ปลอดภัยไหม? ประโยชน์และขั้นตอนที่ควรรู้

  • รูปภาพนักเขียน: น.สพ. วัฒน์ธนกฤต ปรากฎผล (หมอแบงค์)
    น.สพ. วัฒน์ธนกฤต ปรากฎผล (หมอแบงค์)
  • 23 พ.ย. 2568
  • ยาว 1 นาที

ไมโครชิพ (Microchip) คืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กมาก (ขนาดเท่าเมล็ดข้าวสาร) ใช้สำหรับระบุตัวตนของสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ ภายในจะมี รหัสเฉพาะ (Unique Identification Number) ที่ไม่ซ้ำกันในโลก เมื่อฝังไว้ใต้ผิวหนังของสุนัขหรือแมว สัตวแพทย์สามารถใช้เครื่องสแกน (Microchip Scanner) อ่านข้อมูลเพื่อตรวจสอบตัวตนของสัตว์ได้ทันที


สารบัญ (Table of Contents)


ทำไมต้องฝังไมโครชิพในน้องหมาและน้องแมว

เหตุผลหลักที่ควรฝังไมโครชิพ ได้แก่:

  • ช่วยระบุตัวตนได้แน่นอน เมื่อสัตว์หลงหายหรือถูกขโมย

  • เพิ่มโอกาสในการตามกลับบ้าน เนื่องจากศูนย์พักพิงและคลินิกสามารถสแกนชิพเพื่อหาข้อมูลเจ้าของ

  • ใช้ในการจดทะเบียนสัตว์เลี้ยง ตามกฎหมายในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย

  • เพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางต่างประเทศ เพราะเป็นเอกสารยืนยันตัวตนของสัตว์

💡 ไมโครชิพเปรียบเหมือน “บัตรประชาชนของสัตว์เลี้ยง” ที่จะอยู่กับเขาตลอดชีวิต



หลักการทำงานของไมโครชิพ

ไมโครชิพไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ และไม่ปล่อยสัญญาณใด ๆ ตลอดเวลา แต่จะทำงานเฉพาะเมื่อถูกสแกนด้วยเครื่องอ่าน โดยจะส่งรหัสเฉพาะของสัตว์เลี้ยงกลับมาในรูปแบบตัวเลข 15 หลัก ซึ่งสามารถนำไปตรวจสอบในฐานข้อมูลกลางของกรมปศุสัตว์หรือองค์กรที่จดทะเบียนไว้



ขั้นตอนการฝังไมโครชิพโดยสัตวแพทย์

  1. ตรวจสุขภาพเบื้องต้นของสัตว์เลี้ยง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีภาวะการติดเชื้อ หรือ อาการป่วยต่าง ๆ

  2. ทำความสะอาดบริเวณที่จะฝัง (บริเวณต้นคอด้านหลังระหว่างสะบัก)

  3. ฉีดไมโครชิพด้วยเข็มพิเศษ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าการฉีดยาทั่วไปเล็กน้อย

  4. ตรวจสอบด้วยเครื่องสแกน เพื่อยืนยันว่าชิพทำงานได้จริง

  5. กรอกข้อมูลเจ้าของลงทะเบียนในระบบออนไลน์ เช่นฐานข้อมูลของกรมปศุสัตว์

ขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาเพียง 5–10 นาที และสัตว์เลี้ยงส่วนใหญ่รู้สึกเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น



การดูแลหลังการฝังไมโครชิพ

  • หลีกเลี่ยงการอาบน้ำใน 3-7 วันหลังฝังไมโครชิพ

  • ห้ามให้สัตว์เลียบริเวณแผล

  • หากพบอาการบวม แดง หรือเจ็บ ควรพาไปพบสัตวแพทย์ทันที

  • หลัง 1 สัปดาห์ แผลจะหายเป็นปกติ


ไมโครชิพอันตรายหรือไม่? ความปลอดภัยที่ควรรู้

ไมโครชิพผลิตจากวัสดุ ไบโอคอมแพตทิเบิล (Biocompatible) ซึ่งไม่ทำให้ร่างกายสัตว์เกิดอาการแพ้หรือปฏิกิริยาต่อสารใด ๆ จากงานวิจัยกว่า 20 ปีทั่วโลก พบว่า ความเสี่ยงจากการฝังไมโครชิพต่ำมากกว่า 0.01% จึงถือว่าเป็นวิธีระบุตัวตนที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับสัตว์เลี้ยง


การตรวจสอบไมโครชิพทำอย่างไร

เจ้าของสามารถพาสัตว์ไปยังคลินิกสัตวแพทย์หรือโรงพยาบาลสัตว์ที่มีเครื่องสแกน เพื่ออ่านรหัสไมโครชิพได้ตลอดเวลา บางคลินิกยังมีบริการ ตรวจเช็กสถานะการลงทะเบียนออนไลน์ เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลยังคงอัปเดตอยู่เสมอ


ไมโครชิพช่วยตามหาน้องกลับบ้านได้จริงหรือไม่

คำตอบคือ “ได้จริง” หากเจ้าของได้ลงทะเบียนข้อมูลอย่างถูกต้อง เมื่อมีผู้พบสัตว์หลงทางและนำไปตรวจที่คลินิก รหัสไมโครชิพจะเชื่อมโยงไปยังฐานข้อมูลซึ่งมีชื่อ เบอร์โทร และที่อยู่ของเจ้าของ ทำให้สามารถติดต่อกลับได้ทันที

✳️ เคสจริงในประเทศไทย: มีน้องหมาหลายตัวที่หายไปนานกว่า 1 ปี แต่สามารถตามกลับมาได้ด้วยข้อมูลจากไมโครชิพ** แต่ไม่มีระบบติดตามแบบ GPS นะครับ


ความแตกต่างระหว่างไมโครชิพกับGPS

 Pet Microchip = ใช้ยืนยันตัวตน เหมือนบัตรประชาชนของสัตว์เลี้ยง

 GPS Tracker = แผ่นติดตามตำแหน่งแบบเรียลไทม์

รายการ

ไมโครชิพ

ป้ายชื่อ

ติดอยู่ในร่างกายสัตว์

สามารถหายได้

มีรหัสเฉพาะตัว

ใช้สแกนหาข้อมูลเจ้าของ

✅ (บางกรณี)

อายุการใช้งาน

ตลอดชีวิต

สึกหรอหรือหลุดได้



อายุการใช้งานของไมโครชิพ

ไมโครชิพมีอายุการใช้งานตลอดชีวิตของสัตว์ เพราะไม่มีส่วนประกอบที่เสื่อมสภาพหรือใช้พลังงานไฟฟ้า เจ้าของจึงไม่ต้องเปลี่ยนหรือซ่อมบำรุงใด ๆ



ค่าใช้จ่ายในการฝังไมโครชิพและการจดทะเบียน

โดยทั่วไปในประเทศไทย

  • ราคาฝังไมโครชิพ: 600–800 บาท

  • ค่าลงทะเบียน: ฟรี หรือประมาณ 100–200 บาท ขึ้นอยู่กับคลินิกหรือโรงพยาบาลสัตว์

🔗 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมจาก กรมปศุสัตว์



การฝังไมโครชิพในต่างประเทศ

ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร การฝังไมโครชิพเป็น ข้อบังคับตามกฎหมาย สำหรับสุนัขและแมวทุกตัว เพื่อป้องกันการทอดทิ้งและเพิ่มการติดตามตัวเมื่อเกิดเหตุหลงหาย


ข้อกฎหมายเกี่ยวกับการฝังไมโครชิพในประเทศไทย

ตามประกาศของ กรมปศุสัตว์ (พ.ศ. 2562) เจ้าของสามารถจดทะเบียนไมโครชิพของสัตว์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และหากต้องการเดินทางไปต่างประเทศ จำเป็นต้องมี เอกสารรับรองไมโครชิพ จากสัตวแพทย์



สายพันธุ์ที่แนะนำให้ฝังไมโครชิพ

แม้ว่าทุกสายพันธุ์สามารถฝังได้ แต่สายพันธุ์ต่อไปนี้ “ควรฝังโดยเฉพาะ”

  • สุนัขพันธุ์เล็ก เช่น ปอมเมอเรเนียน ชิวาวา พุดเดิ้ล

  • แมวพันธุ์เปอร์เซีย สก็อตติชโฟลด์ เบงกอล เพราะมีแนวโน้มหลงทางหรือถูกขโมยสูง



คำแนะนำจากสัตวแพทย์: ฝังไมโครชิพดีไหม?

จากประสบการณ์ในคลินิก พบว่าการฝังไมโครชิพช่วยให้ตามหาสัตว์ที่หายกลับมาได้จริง และไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ การฝังเพียงครั้งเดียว แต่ให้ผลคุ้มค่าและยาวนานตลอดชีวิต



คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

Q1: ฝังไมโครชิพเจ็บไหม?  A: เจ็บเพียงเล็กน้อยเท่ากับการฉีดยา 1 เข็ม และใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที

Q2: สุนัขหรือแมวต้องดมยาก่อนฝังไหม?  A: ไม่จำเป็น เพราะขั้นตอนสั้นและปลอดภัย

Q3: ไมโครชิพสามารถติดตามตำแหน่งได้ไหม?  A: ไม่ได้ เพราะไมโครชิพเป็นเพียงตัวระบุตัวตน ไม่ใช่ GPS

Q4: ฝังไมโครชิพตั้งแต่อายุเท่าไหร่ได้?  A: เริ่มฝังได้ตั้งแต่อายุ 2 เดือนขึ้นไป หรือหลังจากได้รับวัคซีนเข็มแรก

Q5: ต้องลงทะเบียนหลังฝังไหม?  A: ต้องลงทะเบียนข้อมูลเจ้าของในระบบ เพื่อให้สามารถติดต่อได้หากน้องหลงหาย

Q6: ไมโครชิพหลุดออกจากร่างกายได้ไหม?  A: โดยทั่วไปไม่หลุด เพราะฝังใต้ชั้นผิวหนังและถูกเนื้อเยื่อหุ้มไว้



สรุปและข้อคิดสำคัญสำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยง

การฝังไมโครชิพในน้องหมาและน้องแมวเป็นเรื่องที่ เจ้าของทุกคนควรทำ ไม่เพียงเพื่อความปลอดภัย แต่ยังเป็นการเพิ่มโอกาสในการตามหากลับบ้านเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด ด้วยขั้นตอนที่ปลอดภัย ไม่เจ็บ และมีค่าใช้จ่ายไม่สูง ถือเป็นการลงทุนเพื่อความอุ่นใจในระยะยาว


หากมีข้อสงสัยเรื่องสัตว์เลี้ยง การใช้ยา หรือสั่งซื้อสินค้า สามารถปรึกษา @petmed ได้เลยครับ เรามีทีมสัตวแพทย์คอยให้คำแนะนำ พร้อมจัดส่งสินค้าทั่วประเทศไทย



 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page